Interviews

Outside In: จากโลกภายนอก สู่โลกภายใน

เคล็ดลับในการใช้ชีวิตอย่างรื่นรมย์ ในแบบ ... สุเชาว์ พงษ์วิไล

สุขภาพกาย คือพื้นฐานสำคัญของชีวิต...
โดยธรรมชาติผมเป็นเด็กต่างจังหวัด ซึ่งผมถือว่าโชคดีกว่าคนกรุงมาก เพราะธรรมชาติมันช่วยโอบอุ้มเรา ของเล่นของเด็กต่างจังหวัด ก็จะเป็นของหรือกิจกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อ ใช้ร่างกายของเรามากกว่า ตั้งแต่สมัยเรียน ช่วงพักเที่ยงเราก็ออกกำลังกาย ชกมวย เล่นยิม ก็เลยมีพื้นฐานในการออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็ก ๆ ผมเล่นกีฬาตั้งหลายอย่าง ตอนอยู่โรงเรียนผมเป็นนักกีฬาบาสเกตบอล พอมาอยู่โรงเรียนอำนวยศิลป์ ผมก็ชกมวย เสร็จแล้วพอมีเพื่อนเล่นยูโด ก็ไปเล่นยูโดกับเขาด้วย จักรยานผมก็ปั่นตั้งแต่อยู่อำนวยศิลป์แล้ว ตั้งแต่ประมาณปีพ.ศ. 2506 มันก็ติดตัวมาตลอด ถ้ามีเวลาว่างผมก็จะออกกำลังกายคละ ๆ กันมาตลอดเวลา

พออายุ 58 ผม early retire ลูกสาวก็เลยจับไปเข้ายิม ก็เลยมาเล่น weight training ผ่านไป 2 ปี กล้ามเนื้อขึ้น หมอตรวจ growth hormone ผม แล้วบอกว่า ไม่เหมือนคนอายุ 60 มันมีเยอะ มันไม่พร่อง บางคนต้องเติม growth hormone ก็เลยได้ความรู้ว่ากล้ามเนื้อคนนั้นมีประโยชน์มาก แต่หลายคนมองข้ามไป โครงกระดูกของเราเนี่ย มันจะอยู่ได้ด้วยกล้ามเนื้อที่แข็งแรง และมันช่วยซัพพอร์ตไว้ อย่างหลังเนี่ย... เราปวดหลังบ่อย ๆ เพราะกล้ามเนื้อหลังเราไม่ดี ถ้าเราสร้างกล้ามเนื้อหลังมาช่วยซัพพอร์ต มันก็ทำให้ยืนได้นาน ผมเคยยืน 15 นาทีแล้วปวดหลัง พอผมมาเล่นเวท อาการปวดหายไปเลย เราก็เลยรู้เลยว่า เออ... มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ทางการแพทย์เค้าก็เอาตรงนี้ไปช่วย

อย่างขาเนี่ย มันก็มีกล้ามเนื้อขาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ที่ช่วยพยุงให้ขามีแรง ทำให้เรายืนได้ดี ถ้ากล้ามเนื้อขาแข็งแรง เราก็ยืน-เดินได้ดี นักกีฬาสมัยใหม่เนี่ย เค้าจะต้องมีการสร้างกล้ามเนื้อ ดูอย่างบัวขาวสิ เห็นไหมฮะ เป็นนักมวยที่มีความสมบูรณ์มาก เพราะว่าเขาใช้วิทยาศาสตร์การกีฬามาช่วย

ช่วงอายุ 72 ปี ผมอยากปั่นทางไกล ผมเคยอ่านเจอว่า เจ้าของจักรยานไจแอนท์ ซึ่งอายุ 72 แล้ว เค้าปั่นรอบเกาะไต้หวัน เค้ายังทำได้ ผมก็เลยอยากลองดู ตอนนั้นผมมีกลุ่มปั่นจักรยานอยู่ ก็เลยจัดทริปปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ ใช้เวลา 8 วัน ลูกสาวเค้าก็เป็นห่วง เค้านั่งรถตู้ตาม แต่ผมก็เช็ค heart rate ตลอด ใช้นาฬิกาเช็ค ก็ยังปั่นได้เลย เฉลี่ยผมปั่นวันละ 80-100 กิโลเมตร heart ผมก็มีขึ้นสูงสุด 135 แต่ผมก็ไม่ปล่อยให้ขึ้นนาน

ผมว่าจะวัยไหนก็สามารถกลับมาฟื้นฟูร่างกายได้ทั้งนั้น แล้วโดยธรรมชาติเราควรเคลื่อนไหวร่างกายให้ได้เยอะ ๆ อาจเริ่มจากการเดิน การยืดกล้ามเนื้อ อะไรพวกนี้ก่อน เพราะคนเรามีข้อต่อตั้งหลายส่วน ถ้าเราไม่ได้ยืดกล้ามเนื้อ มันก็จะทำให้ยึด และที่สำคัญมากในการออกกำลังกายสำหรับผู้ใหญ่คือ ต้องเข้าใจเรื่อง heart rate ว่า อายุขนาดเรา heart rate มันสูงได้อยู่โซนไหน เวลาเท่าไหร่ ซึ่งก็จะต่างกันไปตามวัยและสภาพร่างกาย คนที่วิ่งแล้วน็อคนี่ก็เพราะว่า ไม่เช็ค heart rate ตัวเอง

ช่วง 2 ปีหลังนี่ ผมออกกำลังกายน้อยลง ผมไม่เข้ายิม ไม่ได้เล่นเวท แต่จะปันจักรยานเป็นส่วนใหญ่ ผมใช้จักรยานในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว และถ้าว่าง ผมก็จะเพิ่มระยะการปั่น อย่างน้อยก็ประมาณ 20 กิโลในคาบเดียว คือไม่หยุดเลย ปกติผมปั่นจักรยานที่สวนรถไฟ รอบนึงประมาณ 3.3 กิโลเมตร สิบรอบก็ 33 กิโลเมตรแล้ว แปดรอบก็ 20 กิโลเมตร ก็ปั่นชิล ๆ ไป เราไม่ต้องปั่นเร็ว เราปั่นช้า-เร็ว สลับกัน

ตอนนี้ผมอายุ 74 ปี ก็ยังรับงานละครอยู่ ปีนี้ผมมีละคร 6 เรื่อง ปิดกล้องไปหมดแล้ว แล้วก็มีรายการท่องเที่ยวของทรู ไปถ่ายที่ยุโรป 20 วัน

ทานวิตามินบ้าง...
ผมทานวิตามินมากว่า 20 ปีแล้ว เพราะหมอที่ดูแลผมอยู่ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ แนะให้ทาน เพราะวิตามินบางตัวเราไม่ผลิตแล้ว อย่าง Coenzyme Q10 เนี่ย มันเป็นตัวนึงที่อยู่ในสมองเรา พออายุ 30 กว่าเราไม่ผลิตแล้ว ผมกิน Coenzyme Q10 มาโดยตลอด ผมทำงานจนสองยามตีหนึ่ง ไม่เคยง่วง ผมว่าตัวนี้ช่วยได้มาก อีกอย่างที่กินหลัก ๆ ก็วิตามินซี กับ fish oil แล้วคนแก่เนี่ย มันก็จะมีเรื่องกระดูก ผมก็กินกลูโคซามีน แล้วก็แคลเซียม ทั้งหมด 5 ตัว ผมว่ามันช่วยดูแลเราได้เยอะเลย วิตามินซีนี่ ผมทานเดือน หยุดเดือน บางคนก็ทานอาทิตย์เว้นอาทิตย์ ผมไม่เคยเป็นหวัดเลย พอเหมือนจะมีอาการ เดี๋ยวสาย ๆ ก็หายแล้ว

อยู่กับปัจจุบัน...
สภาพจิตใจของเราก็สำคัญ เพราะกายกับใจมันไปด้วยกัน คนส่วนใหญ่จะมีโรควิตกจริตติดตัว ถ้าเราไม่มีตรงนี้ มันก็จบแล้ว ก็สบาย อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านบอกให้อยู่กับปัจจุบันให้ได้ อันนี้สำคัญ และเราต้องยอมรับอะไรที่เกิดขึ้น แล้วเราก็ไม่ต้องไม่ฝืนมัน ไม่ต้องกลัวว่าปัญหาที่เกิดมันจะอยู่กับเรา ยังไงมันก็ไม่อยู่กับเราหรอก พอถึงเวลามันก็ไปเอง แล้วจริง ๆ มันเป็นแบบนี้ แต่บางคนพอตกใจแล้วก็ทำอะไรไม่ได้เลย

ถ้าวันนึงเราไม่กลัวอะไร ทีนี้สบายเลย มันก็ต้องสร้างตรงนี้ขึ้นมา มันถึงมีการทำสมาธิ-วิปัสสนา ผมใช้วิธีดูลมหายใจโดยไม่ต้องมีคำภาวนา ก็เป็นการทำอานาปานสติโดยธรรมชาติ แต่ละคนมันก็ไม่เหมือนกัน มันก็ต้องหาวิธีที่เหมาะกับตัวเอง แล้วค่อย ๆ ทำไป พอถึงจุดหนึ่ง พอเราเจริญสติได้ทุกขณะจิตเนี่ย เราก็จะไม่มีปัญหา เราก็จะรู้สึกตัว โกรธปุ๊ป พอเรารู้สึกตัว มันก็หยุดเองแหละ สังเกตว่าถ้าเราขับรถแล้วเราไม่ด่าใคร ก็โอเคแล้ว


หมั่นเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา...
เด็กนี่เป็นครูเลยนะ เค้าสอนเรานะ ทุกวันนี้มันเป็นยุคของเค้า เราต้องอยู่กับเค้าให้ได้ ที่เราอยู่ได้ทุกวันนี้แล้วเราไม่ตกยุค ก็เพราะว่าเด็กนี่แหละ เราก็ได้มุมมองอะไรหลายอย่างจากเค้า เรื่องการแสดงเนี่ย มันเป็นศาสตร์ที่เรียนไม่จบ การเรียนรู้ชีวิตน่ะ มันไปได้ตลอด แล้วมันไม่มีอะไรผิดอะไรถูกนะ

อยู่ให้สบาย ๆ...
สมัยเด็ก ๆ ผมมีเป้าหมายว่าอยากเป็นโน่นเป็นนี่ แล้วมันก็ทำได้หมด ในวัย 70 นี่ เรารู้ เราเห็น เรามีอะไรมาพอสมควรแล้ว ในวัยหนุ่มความสนุกสนานของเราคือการได้เจออะไรที่ตื่นเต้นแปลกใหม่ ซึ่งตอนนี้มันก็ไม่มีแล้ว เห็นมาหมดแล้ว ก็เลยไม่ค่อยจะอะไรเท่าไหร่ ความที่อยากได้โน่นได้นี่มันก็เบาบางลง มันก็มีแต่กิเลสบาง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เราอยากได้ แล้วก็จะมีสิ่งที่เราไม่เคยเห็น เรายังไม่เคยลองทำตอนเด็ก เราก็ลองทำ ก็สนุกสนานกันไป ก็ไม่ได้ตั้งไว้ว่าในช่วงนี้จะทำไอ้โน่นไอ้นี่ คืออยู่ให้มันสบาย ๆ ไป

เรียนรู้จากความผิดพลาด...
ในวัยหนุ่มผมเป็นคนใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยมากที่สุดเลย เพราะคนเล่นหนังเล่นละครเนี่ย มันจะมีเพื่อนบันเทิงเยอะ กลับบ้านไม่เป็นเวล่ำเวลา ติดเพื่อนเยอะ เมา อะไรอย่างนี้ จนวันหนึ่งแฟนผมทนไม่ได้ ทะเลาะกันจนไม่อยากทะเลาะ ไม่อยากให้ลูกเห็น ก็เลยแยกทางกันดีกว่า วันที่แยกกัน... เราเห็นสัจธรรมเลย พอกลับมาบ้าน เห็นลูกนอน น้ำตามันไหล แล้วเราคิดได้เองเลยว่า มันเป็นความผิดของเรา แล้วเราเห็นว่าวิบัติครั้งนี้มันเกิดจากเราไม่ให้เวลากับครอบครัว ต้นเหตุคือเหล้าอย่างเดียวเลย ผมเลิกกินเหล้าเลย ผมโชคดีที่มองเห็นเองแล้วเลิกได้เอง บ้านไหนที่พ่อแม่กินเหล้าเนี่ย พอลูกกินก็ไปห้ามเค้าไม่ได้ ก็มีแต่กินกับเค้าแล้วสอนให้เค้ากินให้เป็น มันก็ไม่ผิดนะที่จะกิน กินได้ แต่เค้าต้องกินให้เป็นน่ะ ไม่กินแบบบ้าบอคอแตก

ผมเป็นคนโชคดีที่ได้รู้เองอะไรเองตั้งหลายอย่าง น่าจะเป็นบุญเก่าด้วยมั้ง วิปัสสนาเนี่ย ผมก็สนใจมาตั้งนาน ผมก็หาครูบาอาจารย์มาช่วยสอน 2-3 ครั้ง แล้วก็กลับมาฝึกที่บ้าน ผมเป็นคนที่ไม่ได้ต้องไปวัดโน้นวัดนี้ มันไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล ไม่ได้อยู่ที่พระ มันอยู่ที่คำสอน เค้าให้เรามาทำ เราศึกษาธรรมะเพื่อเอามาใช้ในชีวิตประจำวัน ให้อยู่กับคนในสังคมได้อย่างมีความสุข ผมว่า... ไม่ต้องเยอะ ศิลห้า มีให้ครบก็ประเสริฐมากแล้ว โอ้โห... คนที่ไม่พูดโกหก ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดจาส่อเสียดได้นี่ น่านับถือแล้ว แต่การที่จะไม่พูดโกหกนี่ มันก็อยู่ที่เราด้วยนะ ถ้าเราไม่ไปทำอะไรที่สุ่มเสี่ยง โอกาสที่จะพูดโกหกมันก็น้อยลง

อยู่กับตัวเองให้ได้...
ลูกหลานเนี่ย... เราอย่าไปคาดหวังนะว่า เธอต้องมาดูแลชั้น อะไรอย่างเนี้ยะ ก็ต้องอยู่กับตัวเองให้ได้ หากิจกรรมให้ตัวเองทำ มันมีตั้งหลายอย่าง ถ้ามีบ้านมีพื้นที่ก็ปลูกต้นทำสวนไปอะไรไป เราดูแลตัวเอง เราต้องเอาร่างกายเราให้แข็งแรง แล้วก็ต้องหันมาดูแลด้านจิตใจ เจริญสติ ภาวนาให้ได้นะ

ผมว่า... ถ้าได้เจอครูบาอาจารย์ดี ๆ แล้วก็ไปถูกทางนะ เราก็จะไม่หลุด ไม่บ้าบอคอแตก มันจะช่วยเราได้เยอะเลย เราจะสงบขึ้นเยอะ ค่อย ๆ ทำไป แล้วเราจะเห็น เมื่อก่อนเราจะเป็นคนแบบนี้นะ พอนั่งปุ๊ป เหมือนเหม่อน่ะ คิดอะไรไปเรื่อย มันไม่ได้พิจารณา มันคิดแต่เรื่องไปโน่นมานี่ ออกไปไกลตัวมากเกินไป

ในวันที่เราว่าง ๆ แล้วเราอยู่บ้านคนเดียว เราอย่าไปคิดอะไรฟุ้งซ่าน คิดก็ได้ แต่ให้ทบทวนว่า ในวัน ๆ หนึ่งเนี่ย เราทำอะไรมาบ้าง หนึ่งมันจะช่วยเราเรื่องความจำด้วย ผมไม่จดนะ พอเย็น ๆ ทานข้าวเสร็จ ผมก็มานั่งทบทวนว่า เอ... ตอนเช้าเราไปทำอะไรมาบ้าง แล้วเราจะมองเห็นว่า เราได้ทำอะไรที่ไม่ดีลงไปบ้าง เหมือนที่ทางพุทธบอกว่า เราต้องอยู่กับตัวเองแล้วก็พิจารณา

ใช้ชีวิตให้รื่นรมย์...
สำหรับคนรุ่นใหญ่ ผมแนะนำว่า อย่าอยู่เฉย ๆ ต้องกล้าที่จะไปมีเพื่อนใหม่ ๆ พบปะผู้คนเยอะ ๆ แล้วแลกเปลี่ยนความคิดกัน คนเราถ้าอยู่แต่บ้าน แล้วไม่ได้พูดคุย หรือมีปฏิสัมพันธ์อะไรกับใครเลยเนี่ย มันก็จะไม่ค่อยดี มันเป็นกฎของธรรมชาติ เป็นมนุษย์เนี่ย มันก็ต้องมีสังคม ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างให้เยอะ ๆ แล้วมันก็จะไม่เหงา ชีวิตมันก็รื่นรมย์

 

เรื่องโดย จรินพร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา