บทสัมภาษณ์

สุกิจ พลับจ่าง

ชายผู้ฝันถึงเกาะหิ่งห้อย

วันนี้พวกเรามีนัดคุยกับพี่สุกิจ พลับจ่าง ที่หมู่บ้านหิ่งห้อย ตำบลบางกระสอบ อำเภอพระประแดง สมุทรปราการ หลังจากที่เราได้มีโอกาสลงชื่อและเข้าชมหิ่งห้อย เมื่อค่ำคืนก่อน ในช่วงกลางเดือนดุลาคมที่ผ่านมา ช่วงของปลายฝนต้นหนาวและตลอดฤดูหนาวที่เป็นเวลาที่จะพบหิ่งห้อยได้ง่าย ในค่ำคืนนั้นก่อนที่เราจะได้เดินทางเข้าสวนเพื่อชมหิ่งห้อยนั้น ทางพี่สุกิจได้บรรยายและเปิดวีดีทัศน์ให้ผู้เข้าชมได้รู้จักหิ่งห้อย วงจรหิ่งห้อย และความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้หิ่งห้อยยังคงอยู่ต่อไป

ด้วยความอิ่มเอมจากความรู้และตื่นตาตื่นใจจากการชมหิ่งห้อย ชนิดที่เห็นอยู่ใกล้แทบเอื้อมถึง (แต่ไม่เอื้อม) ไม่ใช่เห็นแบบลิบ ๆ ไกลออกไป ในค่ำคืนนั้น... นอกจากเราจะได้เห็นหนอนเรืองแสงตัวเล็กตัวน้อยที่คลานอยู่ตามพื้นดินที่ชุ่มน้ำแล้ว เรายังได้เห็นความฝันของชายคนหนี่งที่ส่องสว่างกระทบใจเราอย่างจัง จนต้องขออนุญาตพูดคุยในอีกไม่กี่วันถัดมา…

“ตอนเด็ก ๆ ผมเกิดและโตที่นี่ครับ โตทันเห็นบางกระเจ้าเขียวจริง ๆ เขียวขนาดที่ว่าตอนไปเรียนหนังสือต้องนั่งเรือไป เพราะถนนในนี้ยังเป็นดินลูกรังอยู่เลย ลำบากมาก และจากที่เราเคยเห็นสีเขียวของที่นี่ ทำให้เราเกิดความหวงแหน พอโตมาก็ทำงานวนเวียนอยู่ในเมือง พักอาศัยอยู่ในเมือง ทำงานอิสระ เคยขายต้นไม้ เพราะเป็นคนชอบต้นไม้ จนมามีครอบครัว อาชีพอิสระเป็นอาชีพที่ไม่แน่นอน จึงมาทำงานประจำที่หนังสือพิมพ์แห่งหนึ่ง และต่อมาได้มีโอกาสกลับมาช่วยทำงานสำนักพิมพ์ของคุณแม่ที่ตั้งอยู่ที่บางกระสอบแห่งนี้ ทำให้ได้กลับมาที่บ้านเกิดอีกครั้ง”พี่สุกิจเล่าถึงที่มาของการกลับมาอยู่ที่บางกระสอบอย่างเต็มตัว

“เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วที่ผมกลับมาบ้านเกิด สัมผัสแรกที่ผมรู้สึกได้ก็คือ บ้านเกิดของเราหายใจสะดวกกว่าหลายเมืองที่เราไปอยู่มา โดยเฉพาะกรุงเทพ เราก็เลยรู้สึกและได้คุยกับภรรยาว่า ชีวิตเราก่อนหน้านี้เราหายใจทิ้งไปเยอะ เรามนุษย์เกิดมาทั้งทีควรตอบแทนบุญคุณแผ่นดินบ้าง ในช่วงบั้นปลายชีวิตเราควรทำอะไรบ้าง”

“ในวันที่ย้ายกลับมา ผมเดินออกมานอกบ้านเจอหิ่งห้อยเต็มต้นลำพู เห็นว่านี่คือบ้านของเค้า ถ้าเรารักษาบ้านของเค้าได้และส่งต่อให้ลูกหลานได้จะเป็นประโยชน์อย่างมาก ประกอบกับเป็นผมเป็นนักถ่ายภาพสมัครเล่น และสมัยนั้นมีชุมชนทางโซเชียลอย่าง Multiply ผมเลยชวนเพื่อน ๆ ในกลุ่มถ่ายภาพมาช่วยกำจัดวัชพืชในบริเวณที่เป็นหมู่บ้านหิ่งห้อยในปัจจุบัน เหตุเพราะช่วงปีแรก ๆ ผมเห็นหิ่งห้อยปรากฎตัว ปีที่สองผมก็ยังเห็นอีก แต่มาปีถัดไปผมไม่เห็นแล้ว ผมก็คิดว่าปีหน้าเดี๋ยวก็มี ปรากฏปีที่สองก็ไม่มี ปีที่สามก็ยังไม่มา ผมว่ามันผิดปกติล่ะ ก็ไปพบว่าที่บริเวณข้างในมีทางน้ำอุดตันเน่าเสีย น่าจะเป็นเหตุให้หิ่งห้อยหายไป ผมและเพื่อน ๆ ในกลุ่มเลยช่วยกันแก้ปัญหาน้ำเน่าเสีย ก็พบว่าพอทางน้ำดีหลังจากนั้นอีกไม่นานหิ่งห้อยก็กลับมา ได้เห็นหิ่งห้อยอีกครั้งตั้งแต่ปี 2551 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และทำให้เราพบว่า ถ้าทางน้ำดี เดี๋ยวอย่างอื่นเขาจะจัดการของเขาเอง และหิ่งห้อยก็จะกลับมา...”

แปลว่าทางน้ำมีผลต่อการปรากฏตัวของหิ่งห้อย พี่สุกิจชี้ให้เราดูแผนภูมิที่ติดบนผนัง แสดงภาพคลองเล็กคลองน้อยหลายสิบสายที่เป็นแขนงเชื่อมโยงและกระจายอยู่ทั่วเกาะบางกระเจ้า 

“และถ้าน้ำดีทั้งบางกระเจ้า อะไรจะเกิดขึ้น เราจะได้หิ่งห้อยกระจายทั่วเกาะ ความฝันเรื่องเกาะหิ่งห้อยเริ่มมา และถ้าเป็นเกาะหิ่งห้อยขึ้นมา เราก็กล้าอวดใครทั้งโลกว่า มาเมืองหลวงประเทศเรา เพียงแค่ข้ามแม่น้ำมาก็เจอเกาะหิ่งห้อยแล้ว และถ้าจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ที่นี่จะเป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามหาศาลและจะไม่มีที่ไหนใดโลกเหมือน การที่มีพื้นที่สีเขียวที่ถูกห้อมล้อมด้วยเมืองและเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เป็นความมหัศจรรย์เลยนะ และถ้าเรารักษาความหลากหลายทางชีวภาพได้ ที่นี่จะเป็นแลนด์มาร์คใหม่ของประเทศด้วยเลยนะ”

พวกเราเห็นทรัพย์ในดินสินในธรรมชาติที่ไม่เหมือนชาติใดในโลกจริง ๆ ตามความฝันของพี่สุกิจ ก่อนที่จะจินตนาการไปต่าง ๆ นานา ก็กลับมาที่จุดเริ่มต้นของความฝันจากคำบอกเล่าพี่เขา

“เราก็ใช้ห้องเล็ก ๆ นี่แหละขายฝันให้กับเด็ก ตั้งแต่ประถม มัธยม รวมถึงผู้ใหญ่ทั้งหลาย”พี่สุกิจมองไปโดยรอบของห้องเล็กๆขนาดประมาณสี่คูณหกตารางเมตรที่มีม้านั่งวางเรียงอยู่หกถึงเจ็ดแถวจุคนได้สามสิบถึงสี่สิบคน และเป็นที่ที่วันก่อนเรามานั่งชมวีดีทัศน์เกี่ยวกับหิ่งห้อยนั่นเอง

“ผมขายฝันจนเด็กมอหนึ่งโรงเรียนรุ่งอรุณ ทำวีดีทัศน์เกี่ยวกับหิ่งห้อยให้กับเรา เด็กเขียนบทเองทำอนิเมชั่นเองน่ารักมาก และผมมักจะเปิดให้เด็ก ๆ ดู เด็ก ๆ ชอบกันมาก” คืนนั้นเราก็ได้ดู ไม่เฉพาะแต่เด็ก ๆ เท่านั้นผู้ใหญ่อย่างเราก็ชอบ

เด็กเล็กๆซื้อฝันแล้ว และผู้ใหญ่ล่ะ …

"จนวันหนึ่งทางสมาคมนิสิตเก่าสถาปัตย์จุฬาฯ ก็มาร่วมด้วย อย่างกิจกรรมวิ่งสร้างเมืองครั้งนี้ (ครั้งที่3 ปี2562) และครั้งหน้า (ครั้งที่ 4 ปี2563) ทางสมาคมก็จะนำเงินที่ได้มาสร้างสะพานข้ามคลองให้ รวมถึงนักภูมิสถาปัตย์มาช่วยออกแบบด้วย และใช้ธีมวิ่งครั้งหน้าว่า “เกาะหิ่งห้อย” ซี่งผมประทับใจมาก เพราะผมไม่ได้เรียกร้องอะไรจากเขาเลย เขาอาสามาช่วย เราคิดว่าเรามีหน้าที่ขายฝันเท่านั้นเอง ผมน้ำตาซึมทุกครั้งที่เค้ามาเลยนะ"

จากที่มาสู่ที่เป็น...

"ตั้งแต่ปีสี่เก้า ผมก็ใช้ยุทธวิถีเมืองล้อมป่าคือใช้สื่อโซเชียลดึงคนจากภายนอกมารู้จักหิ่งห้อยและมีส่วนร่วม ลำพังคนภายในพื้นที่เองอาจมีกำลังไม่มากพอที่จะช่วยอนุรักษ์หรือฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในที่แห่งนี้ได้"

พี่สุกิจเล่าถึงการแปรรูปความฝันให้เป็นรูปธรรมในเชิงกลยุทธ์และปฎิบัติได้จริงอย่างง่าย ๆ พวกเราพยักหน้าคล้อยตามและทึ่งในการริเริ่มของพี่เขา 

"จริง ๆ แล้ว ที่ตรงนี้จะมีคุณค่ามหาศาลในอนาคต อย่างที่บอก... เรามาจากเมืองที่หายใจไม่ค่อยออก แล้ววันนึงผู้คนจะโหยหามัน สิ่งที่มันเกิดแล้ว คือวันนี้บางกระเจ้าเป็นแหล่งท่องเที่ยว เราจะทำอย่างไร ที่จะรักษาสภาวะการท่องเที่ยวแบบไม่ทำลาย ตรงนี้มันจะยั่งยืน

ดูแลจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่จำเป็นต้องสร้างหรือปรุงแต่งใด ๆ มากนักเหมือนที่ท่องเที่ยวหลายที่ ที่เค้นสร้างตามกระแส พอวันหนึ่งกระแสหมด จุดขายจุดดึงดูดก็อ่อนแรงลง

“แล้วเราจะเอาอะไรไปขายนักท่องเที่ยวล่ะ ผมมองเห็นความหลากหลายทางชีวภาพรอบตัว เช่น เด็ก ๆมาเรียนรู้เรื่องแมลง นก ผีเสื้อ โดยเฉพาะเรื่องหิ่งห้อย ตรงนี้จะเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าทั้งการท่องเที่ยวและการศึกษาของเด็ก และพื้นที่สีเขียวนี่แหละ จะเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเยาวชนได้สบายมาก ไม่ต้องไปไกล เราจึงเปิดที่นี่ให้ผู้ปกครองและเด็กมากัน และหลายคนก็มากันไกลมาก อย่างคราวที่แล้วเราก็ได้ดูหิ่งห้อยกันใกล้มาก”เรายังนึกถึงภาพคืนก่อนที่เราเห็นหิ่งห้อยในระยะห่างตัวไม่เกินฟุตนึง เราได้เห็นหิ่งห้อยอยู่บนยอดต้นลำพูสูงจากหัวเรา 5-6 เมตร รวมทั้งหนอนเรืองแสงที่คลานบนพื้น แค่ความหลากหลายทางชีวภาพของหิ่งห้อย เราก็คล้อยตามเห็นด้วย

ฝันเล็ก ๆ ก่อรูปก่อร่างจากการชักชวนคนมารู้จักพื้นที่แห่งนี้แล้ว พี่สุกิจขายและขยายฝันต่อ

"เมื่อพบว่าในพื้นที่สีเขียวประมาณหมื่นไร่นี้รัฐบาลได้ซื้อไว้ประมาณพันกว่าไร่แต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรในหลายพื้นที่ วันหนึ่งพี่สุกิจได้เขียนจดหมายถึง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขามูลนิธิชัยพัฒนา และได้ขายแนวคิดเรื่องเกาะหิ่งห้อยไป และทางมูลนิธิได้ตอบรับจดหมายและอนุมัติการทำสวนลำพูกระจายทั่วฝั่งบางกระเจ้า ผมนี่น้ำตาซึมหลายรอบเลย เพราะไม่เคยคิดว่าจะมีคนเห็นสิ่งที่เราคิดเราฝันขนาดนี้ แม้วันข้างหน้าเกาะหิ่งห้อยจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ผมถือว่าผมทำหน้าที่ของผมสมบูรณ์แล้ว”

พวกเราเริ่มจะไม่คิดว่าสิ่งที่พี่สุกิจพูดจะเป็นแค่ความฝัน มันชัดขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อหน่วยงานรัฐเข้ามาโอบอุ้มการเกิดของเกาะหิ่งห้อย ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ รัฐบาล เข้ามาก่อการกันเป็นเรื่องเป็นราว เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้ว… แล้วคนรอบตัว คนในท้องที่ล่ะ เมืองมาล้อมป่าแล้ว...

“เมื่อก่อนผมเรียกตัวเองว่าเป็นยามเฝ้าหิ่งห้อย เดินดูคนเดียว ทุกคืน ทุกช่วงเวลา มาตอนนี้เรามียามเฝ้าหิ่งห้อยครบทุกหกตำบล เค้าจะนับหิ่งห้อยในพื้นที่ของตนเองทุกเดือน โดยมีกลุ่มน้ำมันบางจากสนับสนุนโครงการหิ่งห้อยคุ้งบางกระเจ้า จากเดิมมียามเฝ้าหิ่งห้อยตำบลล่ะ5คน มีการประชุมทุกเดือน พอผ่านไปสองสามเดือนเริ่มพบว่าแววตาของผู้เข้าร่วมประชุมที่ไปสำรวจหิ่งห้อยมา มีแววตาที่เป็นประกาย ผู้คนเริ่มอินกับการออกไปนับหิ่งห้อย จนบางจากสนับสนุนเพิ่มเป็นตำบลล่ะ 10 คน และโครงการนี้มีอายุถึง 5 ปีเลยทีเดียว และคนที่เราไม่เคยคิดว่าเขาจะมามีส่วนร่วมก็มามีส่วนร่วม เริ่มพูดคุยกันในไลน์กลุ่มยามเฝ้าหิ่งห้อยเกี่ยวกับสถานการณ์หิ่งห้อย จุดนี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่เป็นสัญญาณที่ดีในส่วนของชาวบ้าน และเมื่อผู้คนรักมันก็จะหวงแหนรักษาต่อไป” 

เราอดที่จะถามต่อถึงสัญญาณการเฝ้าหิ่งห้อยไม่ได้

"ก็เฝ้ามาปีนึงแล้ว สัญญาณบอกว่ามีแนวโน้มการกระจายตัวของหิ่งห้อยดีขึ้น จากที่เคยสำรวจแต่ที่บางกระสอบแต่พอมาสำรวจก็พบว่าสามารถพบเห็นได้ทุกตำบล และข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้จะนำส่งเข้าส่วนกลางเพื่อดูเก็บเป็นข้อมูลศึกษาต่อไป"

ตอนนี้ภาคประชาชนเริ่มมีส่วนร่วมแล้ว ควบคู่กับแรงสนับสนุนขับเคลื่อนจากภาคเอกชน จนเป็นจิ๊กซอว์เยอะชิ้นและใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ มาถึงตรงนี้แล้วพวกเราเชื่ออย่างสนิทใจว่า เกาะหิ่งห้อยไม่ไกลเกินฝันแน่นอน

“ตอนเด็ก ๆ ผมนั่งเรือกับพ่อไปตลาดพราะประแดง ขากลับตอนกลางคืนผมผ่านคุ้งน้ำตรงวัดจากแดง มีต้นลำพู 4-5 ต้น เป็นทิวสูงประมาณ 20 เมตร จากโคนจรดยอดมีหิ่งห้อยเกาะเต็มทุกต้นเลย แล้วสมัยนั้นฝั่งปู่เจ้าสมิงพรายมันยังไม่ใช่เขตอุตสาหกรรม ท้องน้ำท้องฟ้ามันมืด ไม่ได้มีแสงจากเรือหรือไฟฟ้ามารบกวน เวลาหิ่งห้อยมันกระพริบครั้งนึง มันสะท้อนถึงครึ่งแม่น้ำเจ้าพระยา ผมพูดทีไรขนลุกทุกที" พวกเราทึ่งกับภาพวันวานที่พี่สุกิจเล่า

"ผมเล่าให้คนอื่นฟังทุกครั้ง ผมไม่หวังว่าสภาวะนั้นจะกลับมา เพียงแค่ขอให้สภาวะปัจจุบันที่เรามีหิ่งห้อยในคุ้งบางกระเจ้า รักษาเอาไว้ก็เป็นบุญของแผ่นดินแล้วแหละ นี่เป็นแรงบันดาลใจที่ฝังอยู่ลึก ๆ ในใจตั้งแต่เด็ก จนยี่สิบปีที่ผ่านมาที่ผมย้ายกลับมาที่นี่ ลงจากประตูนี่เห็นหิ่งห้อยเลย เหล่านี้เป็นสิ่งสะท้อนอดีตที่เราเห็นแต่เด็ก และทำให้ย้อนกลับมาที่บอกแต่แรกว่าเราหายใจทิ้งไปเยอะ เลยอยากทำประโยชน์อะไรขึ้นมาบ้าง หลัง ๆ เจอกลุ่มนิสิตนักศึกษาที่มาเป็นจิตอาสา ผมก็มักจะเล่าประเด็นนี้ว่าผมเหลือเวลาไม่มาก แต่พวกเขาโชคดีมีเวลาอีกเยอะ ถ้าพวกเขาทำเต็มที่จะเป็นคุณประโยชน์ต่อแผ่นดินอย่างมาก ส่วนผมก็จะทำเต็มที่ในโปรเจกต์ที่เราศรัทธา เราต้องทำในสิ่งที่เราศรัทธาเสมอ”

จากที่มา (ของความฝัน) สู่ที่เป็น (รูปธรรมเล็กๆ) ในปัจจุบัน แล้วในส่วนที่จะไปในอนาคตล่ะ

"อยากเห็นการจัดการบริหารน้ำให้มีความสมดุล คือ น้ำขึ้นน้ำลงที่ไม่กระทบความเป็นอยู่ของมนุษย์และขณะเดียวกันก็สอดรับกับความหลากหลายทางชีวภาพด้วย ตรงนี้จะทำให้หิ่งห้อยยังคงอยู่ตามธรรมชาติมากขึ้น

พี่สุกิจยังคงเน้นความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่า เพราะหิ่งห้อยเป็นส่วนหนึ่งของผลที่ได้จากความหลากหลายที่ว่า และเราทราบมาว่าทางกรมชลประทานได้รับเรื่องที่จะดูแลการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่แห่งนี้แล้ว พวกเราแอบดีใจที่หน่วยงานรัฐหลายหน่วยเริ่มเข้ามาสนับสนุน 

สุดท้ายพี่สุกิจฝากทิ้งท้ายว่า ฝันผมเริ่มต้นที่ลำพูบางกระสอบ ผมก็อยากให้ลำพูบางกระสอบเป็นห้องเรียนทางธรรมชาติที่งดงามสำหรับเยาวชนและผู้คน ส่วนฝันใหญ่กว่านั้นก็อยากเห็นบางกระเจ้าเป็นเกาะหิ่งห้อย และท้ายสุดอยากเห็นบางกระเจ้าเป็นแลนด์มาร์คที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้คน อยากให้ผู้คนมองพื้นที่สีเขียวมีความสำคัญ โดยเฉพาะคนในเมืองหลวงและหน่วยงานในเมืองหลวง เพราะว่าลำพังบางกระเจ้าที่เป็นปอดของกรุงเทพ มันไม่สามารถจะหล่อเลี้ยงกรุงเทพได้หมด กรุงเทพก็น่ามีพื้นที่สีเขียวรองรับให้มากกว่านี้ด้วย

คืนวันก่อนที่พวกเรานั่งฟังเรื่องหิ่งห้อย มีความตอนหนึ่งว่า หิ่งห้อยจะมีจังหวะการกระพริบแสงถึง 200 รูปแบบ รวมถึงจะมีจังหวะที่สอดรับกันโดยเปิด-ปิดแสงพร้อมเพรียงกัน 

ถ้าความฝันของพี่สุกิจเปรียบเหมือนแสงของหิ่งห้อยตัวหนึ่ง พวกเราก็เชื่อว่า วันนี้แสงจากภาพฝันได้กระพริบสั่นสะเทือนเข้าไปในใจใครหลายคนแล้ว จนกระทั่งเกิดการลงมือทำ และการลงมือทำเหล่านั้นก็เปรียบเหมือนแสงที่สอดรับในจังหวะเดียวกันกับแสงฝันของพี่สุกิจนั่นเอง… 

เกาะหิ่งห้อยเกิดขึ้นแล้วในใจใครหลายคน...

 

เรื่องโดย ณณัฏฐ์ เขมโสภต