Interviews

สมชัย กวางทองพานิชย์

“ประวัติศาสตร์ชุมชน” กับชีวิตที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน

ตรอกเล็กซอยน้อยในย่านเยาวราชที่แสนจะคดเคี้ยวและซับซ้อนเกินที่ใครหลายคนสามารถจะจดจำได้ แต่สมชัย กวางทองพานิชย์กลับเดินลัดเลาะเข้าตรอกโน้นออกซอยนี้ได้คล่องแคล่วแบบที่เราเชื่อว่าเขาหลับตาเดินก็ถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างไม่มีหลง แค่อาจจะชนเข้ากับสิ่งของที่คนทิ้งไว้บนทางเดินเล็กน้อย

เฮียสมชัยที่คนเยาวราชรู้จักกันในนามพ่อค้าขายเชือกในซอยวานิช 1 แต่คนนอกย่านคนจีนแห่งนี้โดยเฉพาะผู้คนบนโลกออนไลน์จะรู้จักชายวัย 57 ปีคนนี้ในนามของ “นักประวัติศาสตร์ชุมชน” ที่ไม่ว่าสื่อหรือนักศึกษาต้องตามหาหากต้องการข้อมูลนอกตำราของย่านคนจีนแห่งนี้

แม้ว่าจะไม่ได้ร่ำเรียนมาทางประวัติศาสตร์ เพราะเขาเลือกเรียนบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเพื่อสานต่อธุรกิจค้าเชือกเป็นรุ่นที่สามของครอบครัว แต่เขาก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นนักประวัติศาสตร์ชุมชนอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเขาสามารถผนวกเอาความสนใจส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องประวัติศาสตร์ ภาษาและวัฒนธรรมของชุมชนตัวเองเข้ากับความรู้ที่สั่งสมมาเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว

เฮียสมชัยเริ่มต้นค้นคว้าประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของตัวเองอย่างไม่ตั้งใจเมื่อเขาเริ่มสงสัยพิธีกรรมของคนจีนที่แม่ของเขาถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตลอดเวลา เมื่อเริ่มทำธุรกิจที่บ้านเขาเริ่มทดลองปฏิบัติตามวิถีของคนจีนที่ต้องไหว้เจ้าในทุกเทศกาล เพื่อค้นหาเหตุผลของวิถีปฏิบัติของคนรุ่นก่อน และเขาได้ค้นพบว่าการไหว้เจ้านั้นมีมากกว่าการทำตามๆ กัน แต่เพราะมันเกี่ยวโยงกับฤดูกาล ผลผลิตทางการเกษตรเมื่อครั้งที่ผู้คนยังพึ่งพาการปลูกพืชกินเอง และการแบ่งปันกับคนในชุมชน หลังจากนั้นเฮียต้องไหว้เจ้า บรรพบุรุษในทุกเทศกาลไม่เคยขาด

ในวัยใกล้เกษียณ เฮียสมชัยที่เด็กๆ นักศึกษารุ่นใหม่มักเรียกว่า เจ็กสมชัย เพราะวัยวุฒิที่ต่างกัน ยังคงเดินตามตรอกซอกซอยในย่านที่เฮียแกเกิด โต เรียนหนังสือ ทำธุรกิจ มีครอบครัวแทบทุกวัน เพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงในย่านของตัวเอง

การมองเห็นสิ่งแปลกใหม่ในย่านตัวเองทุกวันตลอดกว่าครึ่งศตวรรษทำให้เฮียสมชัยไม่เพียงแค่มองความเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับความเจริญอย่างเข้าใจ แต่กลับพยายามที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และนำมันมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันและธุรกิจของเขาได้อย่างลงตัว

หลังจากที่เขาพบว่าผู้คนหันไปช้อปปิ้งออนไลน์กันมากขึ้น เฮียสมชัยก็เลือกที่จะเปิดหน้าร้านขายเชือกบนเฟสบุค เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้นกว่าแค่อาเฮียอาแปะที่ซื้อไปใช้งานในโรงงาน ด้วยการนำเสนอสินค้าคุณภาพและการใช้งานผ่านรูปภาพ คลิปให้กับลูกค้าที่ต้องการเชือกสำหรับเพื่อการใช้งานและตกแต่ง หรือการออกแบบการผูกเชือกให้ได้ความแข็งแรงสำหรับงานเฉพาะทาง

การยอมรับความเปลี่ยนแปลงในแบบของเฮียทำให้ความภูมิใจกับการที่ได้เติบโตมาบนซอยวานิช 1 ที่บ้านเฮียได้เป็นฉากหลังของภาพบนธนบัตรฉบับละ 20 บาทในสมัยรัชกาลที่ 9 ก็ไม่ได้ทำให้เขายึดติดกับความเก่าแก่ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้แต่อย่างใด

“เฮียไม่เคยปฏิเสธ [รถไฟใต้ดิน] เพราะรู้ว่ามันคือความเจริญของเมืองที่ต้องมี” เฮียสมชัยพูดถึงสถานีรถไฟสายสีน้ำเงินพลางหยิบหนังสือพิมพ์ที่มีข่าวเรื่องการเวนคืนที่ดินบางส่วนบนถนนเจริญกรุงตั้งแต่ปีพ.ศ. 2550 ขึ้นมาอวด สถานีมังกรตั้งอยู่ห่างจากบ้านเฮียแค่ระยะเดินเท้าและทำให้ชีวิตการเดินทางในเมืองสะดวกยิ่งขึ้น

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ความเจริญเข้ามาทะลุทะลวงย่านเยาวราช ครั้งหนึ่งถนนเจริญกรุงซึ่งเป็นถนนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2405 (แล้วเสร็จสองปีถัดมา) ก็ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในพื้นที่จากชีวิตและการสัญจรที่พึ่งพาแม่น้ำมาเป็นวิถีชีวิตที่พึ่งพาถนนเป็นหลัก และทำให้ถนนเจริญกรุงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้ำสมัยในศตวรรษก่อน

เขาเข้าใจว่าร้านค้าหลายร้าน รวมไปถึงอาหารร้านประจำของเขาจะหายไปเมื่อ “ความเจริญ” เข้ามาถึง แต่นั่นก็หมายถึงโอกาสทางการค้าของคนในพื้นที่คนอื่นๆ ที่จะได้มีขยายตัวมากขึ้น เพราะทันทีที่รถไฟใต้ดินสายสีน้ำเงินได้ขยายสถานีออกไปถึงบางหว้าโดยให้บริการฟรีในช่วงสามเดือนแรก ก็ทำให้มีปริมาณนักท่องเที่ยวชาวไทยหลั่งไหลเข้ามาสู่ชุมชนเก่าแก่แห่งนี้มากขึ้นทุกวัน

รถไฟใต้ดินคือความเจริญในรูปแบบล่าสุดช่วยให้คนนอกพื้นที่สามารถเข้ามาซึมซับและเรียนรู้ประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมของย่านคนจีน (นอกเหนือไปจากอาหารที่เป็นเป้าหมายของทุกคน) อันเก่าแก่แห่งนี้ได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น

“คนขายของได้มากขึ้นจริงๆ แต่รายได้ยังคงกระจุกตัวอยู่แค่คนบางกลุ่ม [ที่มีกิจการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวหรืออาหาร] เพราะฉะนั้นเราควรจะหาทางคิดให้ได้ว่าจะทำยังไงให้รายได้มันกระจายตัวไปถึงคนทุกกลุ่มในชุมชน” เฮียตั้งข้อสังเกต และชื่นชมความพยายามที่จะผสมผสานภาพที่สะท้อนวิถีชีวิตคนจีนเข้ากับการประชาสัมพันธ์สินค้าในสถานีวัดมังกรชักชวนผู้คนนับหมื่นให้มาถ่ายรูปเซลฟี่ในแต่ละวันนั้นทำได้อย่างแยบยล

เฮียไม่เคยยึดติดกับสถานที่หรือสิ่งก่อสร้างใดๆ เพราะหากบ้านเฮียต้องถูกเวนคืนและต้องย้ายครอบครัวออกจากพื้นที่ เพื่อที่ชุมชนจะได้เก็บประวัติศาสตร์ที่สำคัญกว่า เช่นการรื้อบ้านเฮียเพื่อรักษาวัดมังกรไว้แต่นั่นหมายถึงความคุ้มค่าทางการเงินที่มากพอจะให้ครอบครัวและธุรกิจของเขาได้ย้ายที่ตั้งได้

“ต่อให้บ้านเฮียเป็นตึกเก่าอายุเป็นร้อยปีและมีสถาปัตยกรรมโดดเด่น เฮียก็ไม่มีปัญหา ถ้าเราต้องแลกกับประวัติศาสตร์ [ของชุมชน] ที่มีความสำคัญมากกว่า”

 

เรื่องโดย อารินยา วัฒน์